วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ต้อนรับนักศึกษาใหม่ R-5 มจพ.

เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๔ เป็นวันแรกของการ “เปิดเทอมใหม่” 

และเป็นโอกาสที่ดีของนักศึกษา มจพ. ปริญญาโท สาขา “การจัดการอุตสาหกรรม” ของศูนย์ระยอง รุ่นที่ ๔ ได้มีกิจกรรมรับ “รุ่นน้อง R-5” ในบริเวณรั้วมหาวิทยาลัย (โรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร) ของจังหวัดระยองเอง

ปี2554นี้ “นาย-กระดิ่งทอง” ก็เป็นรุ่นพี่เขาไปซะแล้ว เพราะต้องเปลี่ยนไปตามวาระตามปี การเรียนที่ใช้เวลา 2 ปีนั้น ช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน นี่ก็ผ่านไป “ครึ่งทาง” แล้วครับสำหรับการศึกษาที่นี่

อีก 1 ปีต่อไป “ความยาก ก็ยังคงเช่นเดิม ที่จะต้องนอนดึก ทำหน้าที่หลายอย่าง ทบทวนความรู้เก่า ๆ ที่เรียนมาเพื่อที่จะทำ “สาระนิพนธ์” ที่จะต้องนำเสนอก่อนจบ


การรับน้องในปีนี้ก็เป็นการรับน้องแบบ “เรียบง่าย ... ไม่หวือหวา... ไม่รุนแรง”

ส่วนใหญ่เป็นการ “แนะนำตัว" ให้รุ่นพี่ได้ทราบ ดังเช่น ชื่อและนามสกุลอะไร ทำงานที่ไหน ท่าที่ชอบล่ะ จากนั้น “รุ่นพี่” เองก็แนะนำตัวให้รุ่นน้องได้รู้บ้างเช่นกัน


การต้อนรับน้องรุ่น R-5 คนที่จะเป็น “โฆษก” นั้นก็มี “พี่เล็ก” ที่ถนัดในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

พี่ท่าน..ได้นำเรื่องเล่าให้รุ่นน้องฟังอยู่ตลอดเวลาครับ ถ้าเป็นเรื่องประเภทนี้พี่เล็กของผมถนัดมากครับ และก็คล่องแคล่วว่องไวด้วย


จากนั้นก็มีพี่ “เมศ” ที่เข้ามาช่วยอีกแรงหนึ่งเพื่อไม่ให้พี่เล็กของเราเองต้องเหนื่อยมากก็การทำหน้าที่นี้

อย่างไรทางรุ่น R-4 ก็ต้องขอขอบคุณในการทำหน้าที่นี้



พี่ใหญ่ทั้งสองท่านก็กำลังปรึกษาหารือถืงวิธีและขั้นตอนในการต้อนรับรุ่นน้องแบบ “กระชั้นชิด” และ กระชับฉับไว”

เพราะขณะนั้น “ฝนก็จะตก” ดังนั้นขั้นตอนที่เป็นกลางแจ้งถึงแม้จะน้อยนิดก็ต้องถูกตัดทิ้งออกไปจากรายการเดิม


ครั้งนี้ก็มี “สาว ๆ ของรุ่นพี่ R-4 ทั้งสองท่านที่คอยให้การต้อนรับแบบเรียบง่ายด้วยโดยให้น้อง ๆ รุ่นที่ 5 การลงทะเบียนที่โต๊ะด้านหน้าตึก

รวมทั้งมีการจับฉลากให้รุ่นพี่ประกบเมื่อมีปัญหาใด ๆ จะได้ปรึกษาได้เมื่อพบปะกัน


ซึ่งสาวสวยรุ่นพี่ทั้งสองนั้นก็เต็มใจที่จะทำหน้าที่นี้แบบไม่ย่อท้อใด ๆ



เวลาที่มีอยู่แบบจำกัด เพราะว่าการรับน้อง “เยี่ยงนี้” เป็นการรับน้องแบบธรรมดา

ซึ่งการรับแบบที่เป็น “ธรรมเนียม” ของมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ....โดยเฉพาะสาขาการจัดการอุตสาหกรรม การต้อนรับรุ่นน้องที่เป็นทางการนั้นจะเรียกว่า “การปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่”

ซึ่งจะจัดอีกครั้งหนึ่งโดยจะเป็นการรวมกันของนักศึกษาใหม่ของปี 2554 ทั้งหมด 3 แหล่งคือจาก กรุงเทพมหานคร , อมตะ,และระยอง


โดยปีนี้จะจัดงานขึ้นที่จังหวัด “นครนายก” ในวันที่ 9-10 กรกฏาคม 2554 ณ. โรงแรมภูผางามรีสอร์ท

การจัดพิธีรับน้องขึ้นที่จังหวัดนครนายกแห่งนี้จะถือว่า “เป็นทางการ” ซึ่งจะเรียกพิธีนี้ว่า “พิธีการสวมสูท”

แน่นอนว่า ถ้าไม่ได้รับการสวมสูทจากท่านอาจารย์ในพิธีนี้ ก็ไม่ถือว่าได้เป็นนักศึกษาที่สมบูรณ์ของมหาวิทยาลัยพระเจ้าเกล้าพระนครเหนื สาขาการจัดการอุตสาหกรรที่สมบูรณ์แบบ

สำหรับช่างภาพของระยองรุ่น R-4 นั้นต้องยกให้กับ “น้องธี” ครับ (ท่านอื่นก็ยังมี แต่ไม่ค่อยมีเวลาว่างที่จะถ่ายภาพเท่านั้น อย่า.....น้อยใจนะครับ)

น้องของเรานั้นทั้ง “เก่ง” ทั้ง “หล่อ” อะไรจะครบครันขนาดนั้น (น่า...อิจฉา ว่างั้นเถอะ)


สำหรับภาพกิจกรรมพอคร่าว ๆ ในวันนั้นก็มีการ “ลงทะเบียนขานชื่อ” และ “กราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์ศิษย์” ภายในบริเวณพื้นที่ของมหาวิทยาก็เพื่อ “ขอขมาลาโทษ" ถ้าจะทำอะไรที่ล่วงเกินท่านในอนาคต




สถานที่ไหว้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนไทยทั่ว ๆ ไปครับ ก็มีที่สถานที่ตั้งของ “พระพุทธรูป” ที่อยู่ด้านหลังอาคารเรียนและการไหว้ “เจ้าที่เจ้าทาง” ด้วยครับ

และมีการมอบดอกไม้ให้กับรุ่นน้องเพื่อเป็นการต้อนรับที่ถือได้ว่า “อบอุ่น” ดอกไม้ที่ให้นั้นก็เป็น “ดอกกุหลาบ”

แสดงถึงว่า รุ่นพี่นั้นยินดีต้อนรับรุ่นน้องด้วยความรักและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือสำหรับการเรียนที่นี่

รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ ที่จำเป็น จะไม่ทอดทิ้งกัน เพราะเราได้เดินเข้ามาศึกษาในพื้นที่เดียวกันภายใต้ชื่อเดียวกันแล้ว


รวมทั้งสมาชิกรุ่นพี่ R-3 ท่านอื่น ๆ ด้วยก็มา “ยินดี” กับน้องใหม่อีกด้วย


เช่นกันครับ (รุ่นพี่ R-3 ใส่เสื้อรุ่นสีขาวคอปกสีส้ม...นั่งอยู่ด้านซ้ายมือทั้งสองท่าน , เสื้อสีชมพูด้านซ้ายมือทั้งสองท่านคือรุ่น R-4)


ภาพนี้ก็เป็นรุ่นพี่ R-3 ครับ ที่เพิ่งจบไปหมาด ๆ เลย ซึ่งก็เป็น “พี่ใหญ่อีกท่านหนึ่ง” ที่ทำงานอยู่ที่ “ไทยน๊อคสตีล” ก็มาให้กำลังใจแก่รุ่นน้องด้วย


ส่วนรุ่นพี่ R-2 คุณไพศ พร้อมกับ "พี่อ่ำ" ก็เข้ามาร่วม “ยินดี” รับน้องรุ่น R-5 ด้วยครับ

และก็ยังให้คำแนะนำที่ดี ๆ รวมทั้งให้กำลังใจแก่รุ่นน้อง R-5 ที่เข้ามาเล่าเรียนที่รั้วของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วย  

เนื่องจากว่า ทางมหาวิทยาลัยนั้นได้เข้มงวดเกี่ยวกับการเรียนเป็นอย่างมาก ถือได้ว่าหลักสูตรการเรียนนั้น “ยากมาก ๆ" 

 
ซึ่งมีทั้ง “การคำนวณ” เพราะเป็นวิศวะ และทั้งทางด้าน “ทฤษฏี” ก็ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน


คำว่า “ยาก” นั้นอาจจะมาจากการ “ร้างเวที” ไปนาน รวมทั้งอายุที่ก็มากกันหลายท่าน แต่ความยากนั้นก็ไม่ยากมากถ้าตั้งใจศึกษาเล่าเรียน


เพราะการเรียนระดับปริญญาโทนั้นจะไม่แข่งกันเรียนครับ จะเป็นการที่ “ต้อง” ช่วยเหลือกันมากกว่า

ดังเช่น ช่วยกันเรียน, ช่วยกันติว ใครที่ไม่เข้าใจก็ต้องช่วยกันสอน เราต้องไปกันเป็น “ทีม” หรือเป็น “กลุ่ม” ครับ จึงจะจบกันได้ทุก ๆ คน


แน่นอนว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่มีหรอกที่ผู้นำเก่งคนเดียว และจะพัฒนาประเทศได้ดีและเร็ว ต้องร่วมมือร่วมใจกันทั้งประเทศ

คือต้องรวมกันเป็น “หนึ่งเดียว” และ “มุ่งไปทางเดียว” จึงจะสำเร็จ ถ้ามัวแต่ “แตกแยก” มันก็จะเป็น “ภาระ” ที่คอยหน่วง “แรงม้า” ที่ขับเคลื่อนให้มีเรี่ยวแรงใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

จากนั้นรุ่นพี่ก็ซึ่งก็นำด้วย “พี่ใหญ่ พลศักดิ์” ก็ได้แนะนำสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำขณะที่เริ่มเรียนหรือนับตั้งแต่เข้ามาเรียนที่สถาบันแห่งนี้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นหนึ่งเดียวกัน

จากนั้นเรามา "ชมภาพ" กันครับ












































































































































































เรามา "ฟัง" พี่วิชาญให้คำแนะนำกับรุ่นน้อง R-5 กัน












วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฝึกขับรถยนต์ของ "น้องนิ้งและน้องนนท์"

น้องนิ้งและน้องนนท์ ไปขับรถยนต์เพื่อฝึกทักษะอีกครั้ง ณ.ลานว่างที่หาด PMY ระยองหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ “หาดแสงจันทร์” หาด PMYแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง


ปัจจุบันทางราชการได้ปรับปรุงสถานด้านหน้าของโรงแรมที่นี้ให้สวยงามและน่าชมมากยิ่งขึ้น โดยได้ทำถนนหนทางและสถานที่ออกกำลังกายให้กับชาวระยองได้พักผ่อนหย่อนใจทั้งกลางวันและกลางคืน


สถานที่แห่งนี้ได้รับความสนใจจากประชนชนโดยทั่วไปเป็นอย่างมากเพราะมีทั้ง โรงแร บ้านพักแบบเป็นหลัง และร้านอาหารทั้งแบบ ”หรูหรา” และ “แบ-กับดิน” ให้ได้เลือกใช้บริการกัน


บริเวณริมหาดแห่งนี้ได้นำหินมาถมเป็นแนวเขื่อนกันน้ำทะเลเซาะ โดยกั้นเป็นช่วง ๆ ขนานไปกับชายหาดยาวไปตลอดแนว ครั้งแรก ๆ นั้นก็ยังไม่สวยงามจนเมื่อเวลาผ่านไปน้ำทะเลได้ “ตกแต่ง” ชายหาดแห่งนี้ให้สวยงามอย่างที่ผู้ทำก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าธรรมชาติจะทำได้สวยงามแบบนี้เมื่อมองจากที่สูง


ภาพความสวยแบบนี้จะมองจากด้านบนของโรงแรมที่เป็นชื่อเดียวกับหาดนั่นคือ “โรงแรม PMY “ นั่นเอง โดยด้านบนของโรงแรมชั้นที่ 19 ได้เปิดเป็นร้านอาหารแบบบุ๊ปเฟ่


เมื่อไปใช้บริการช่วงกลางวันและกลางคืนแล้วมองลงมายังด้านล่างจะทำให้เห็นทัศนียภาพที่สวยเป็นยิ่งนัก ความสวยงามแบบนี้จะประัทัีบตราตรึงใจท่านไปอีกนานแสนนาน มุมมองหลากหลายที่หาได้ชมแบบนี้มีมากมายครับ ซึ่งทำให้ท่านได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่แตกต่างกันไป


บรรยากาศยามเย็นที่หาด pmy หรือหาดแสงจันทร์นี้ จะเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่เหมาะสำหรับที่จะพบปะสังสรรค์สำหรับบุคคลธรรมดาที่ไม่ต้องการพิีธีรีตรองใด ๆ



ปัจจุบันเมื่อ “พลบค่ำ” ประชาชนทั้งวัยรุ่นและคนที่ชอบธรรมชาติจะมาพบปะสังสรรค์กิจกรรมก็มีมากมายแล้วแต่กลุ่ม ก็มีทั้ง “ทานข้าวเย็น”



การ “รวมพลของคนรักเครื่องเสียง“
หรือแม้กระทั่ง กลุ่มคนรักรถ” ก็มาใช้บริการ ณ. ที่แห่งนี้


ด้านข้างโรงแรมที่ยังไม่ได้ถูกใช้งานนี่แหละก็จะเป็นลานดินที่ว่างเปล่าขนาดซัก 15 ไร่ ทำให้ประชาชนมาใช้ประโยชน์จากที่แห่งนี้ด้วยการ “ฝึกขับรถ” ทั้ง “เริ่มหัดขับรถ” และ “ขับรถเป็นแล้ว” แต่ “ยังไม่คล่อง” แม้กระทั่งขับรถยนต์ “เก่งแล้ว” แต่ต้องการฝึกฝนให้เก่งไปอีกก็จะมาฝึกที่นี่เช่นกัน

แต่ระวังเมื่อถึงฤดูแล้งหรือพื้นดินแห้งจะทำให้เกิด “ฝุ่น ซึ่งฝุ่นนั้นเมื่อปลิวไปทางร้านอาหาร ซึ่งจะเป็นการรบกวนจึงต้องระมัดระวัง

ดังนั้นสถานที่แห่งนี้ก็เป็นที่รองรับกับคนหลาย ๆ คนที่ต้องการแตกต่างกันไป


น้องนิ้งและน้องนนท์ฝึกหัดขับรถยนต์นานหลายปีแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ตัวยังเล็ก ๆ โดยนั่งตักของ “คุณพ่อ” แล้วฝึกบังคับรถทั้งสองคนเลย ผลัดกันขับบ่อย ๆ

เมื่อทั้งสองคนชำนาญแล้วคุณพ่อก็จะย้ายมาด้านข้างโดยให้น้องนิ้งและน้องนนท์บังคับรถเอง เพียงแค่คุณพ่อเพิ่มเติมว่าให้ไปเลี้ยวจุดใด เลี้ยวแบบใด ขับเร็วอีก หรือทั้งสองคนทำไม่ถูกวิธีคุณพ่อก็จะแนะนำให้ทำใหม่ให้ถูกต้องตามหลักสากล


การฝึกขับนั้นจะเป็นการฝึกขับแบบ “ถูกวิธี” หรือเรียกกันว่า “การขับขี่แบบปลอดภัย” โดยจะเริ่มตั้งแต่ การปรับมุมกระจกมองทั้งด้านข้างซ้ายขวาและกระจกมองหลัง ,การจับพวงมาลัย , การวางเท้าที่แป้นเบรกและคันเร่ง, การเบรกและเร่ง, การจับพวงมาลัยเลี้ยว, การมองเมื่อเลี้ยวรถ ,การถอยหลังรถ,การเบรกรถ

เหล่านี้เป็นพื้นฐานการขับรถยนต์ที่ปลอดภัย จากที่กล่าวมาทั้งน้องนิ้งและน้องนนท์ทำได้หมดแล้ว ส่วนขั้นต่อไปเป็นการฝึกขับแบบเมื่อมีเหตุการณ์คับขันจะต้องทำอย่างไรจะได้ไม่ตกใจ


ซึ่งทั้งน้องนิ้งและน้องนนท์นั้นสามารถขับรถ โกคาร์ท” แบบเร็ว ๆ ได้สบายตั้งแต่เด็ก การขับรถโกคาร์ทได้ตั้งแต่เด็กถ้าเปรียบเทียบในโลกแล้วไม่ใช่เรื่องแปลก


การขับรถยนต์ครั้งนี้....น้องนิ้งและน้องนนท์ไปขับรถคนเดียว...โดยบังคับรถเองปฏิบัติตามทักษะและฝึกให้รถเลื่อนไถลจนกว่าจะเหนื่อยแล้วจึงผลัดให้อีกคนออกไปฝึกขับอีก โดยเข้ามารับฟังข้อปฏิบัติเพิ่มเติม


ทั้งสองภาพซ้ายและขวาเป็นภาพประกอบทั้งเมื่อรถเลี้ยวแล้ว ท้ายปัด และ หน้าดื้อ



ทักษะในการฝึกครั้งนี้เป็นการขับแบบ “ท้ายปัด” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “OVERSTEER” (ภาพขวามือ)



และแบบ “หน้าดื้อ” (ภาพด้านล่างซ้าย) ภาษาอังกฤษเรียกว่า “UNDERSTEER” หรือเรียกเป็นไทยให้เข้าใจอีกก็คือ “ไม่ยอมเลี้ยว” นั่นเอง

รถยนต์จะเจอเหตุการณ์ทั้งสองแบบนี้มากเมื่อเป็นถนนลื่น การลื่นก็เกิดได้ทั้ง “ดอกยาง” เหลือความสูงน้อย หรือ เลี้ยวมากบวกกับถนนลื่น ....... การฝึกนั้นเราต้องหาพื้นที่ลื่นมาก ๆ เพื่อจะให้รถลื่นเร็ว ๆ เพราะคนที่ฝึกจะได้ฝึกบ่อย ๆ


ทักษะการฝึกนั้นก็เพื่อให้ “น้องนิ้งและน้องนนท์” ไม่ต้องตกใจกลัวเมื่อรถเสียการทรงตัวและจะได้รู้ว่ารถยนต์เสียการทรงตัวแบบใด การแก้ได้จะต้องทำแบบใด



การฝึกอีกรูปแบบหนึ่งคือ วิ่งมาเร็ว ๆ แล้ว “เบรกกะทันหัน” เพื่อให้ล้อล๊อค การฝึกแบบนี้ก็เพื่อให้เรียนรู้ว่า เมื่อล้อหน้าล๊อคแล้ว จะทำให้เลี้ยวได้หรือไม่ แล้วรถยนต์จะไปตามที่เราต้องการไปหรือเปล่า


......ด้วยวิธีการทำให้ล้อหน้าล๊อก (ไม่เกิดการหมุน) เพราะเหตุใดจึงบังคับเลี้ยวไม่ได้ตามต้องการ แล้วจะต้องแก้ไขอย่างไร .........


อีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องเรียนรู้คือ ฝึกเบรกแบบล้อล๊อคกับไม่ล๊อคนั้น แบบใดให้ระยะเบรคที่สั้นกว่า


รวมทั้งมีการ “หัด” บังคับรถให้ "ลื่นไถล" ด้วย หรือปัจจุบันเรียกว่า “ดริฟท์” นั่นเอง ทำให้น้องนิ้งและน้องนนท์สนุกกับการขับรถยนต์มาก การขับรถยนต์แบบ "ดริ๊ฟ" นั้นเป็นเรื่องการ "สูญเสีย" การยึดเกาะถนน แต่เป็นเรื่อง "ความมันส์" ตามยุคตามสมัย ......ขอรับ.....


ต่อไปเชิญชม "ภาพประกอบ" ครับ















































































































































































































                  "ชมภาพเคลื่อนไหว"..ขณะหัดขับรถกันเลยคร้าบ....บ