วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฝึกขับรถยนต์ของ "น้องนิ้งและน้องนนท์"

น้องนิ้งและน้องนนท์ ไปขับรถยนต์เพื่อฝึกทักษะอีกครั้ง ณ.ลานว่างที่หาด PMY ระยองหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ “หาดแสงจันทร์” หาด PMYแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง


ปัจจุบันทางราชการได้ปรับปรุงสถานด้านหน้าของโรงแรมที่นี้ให้สวยงามและน่าชมมากยิ่งขึ้น โดยได้ทำถนนหนทางและสถานที่ออกกำลังกายให้กับชาวระยองได้พักผ่อนหย่อนใจทั้งกลางวันและกลางคืน


สถานที่แห่งนี้ได้รับความสนใจจากประชนชนโดยทั่วไปเป็นอย่างมากเพราะมีทั้ง โรงแร บ้านพักแบบเป็นหลัง และร้านอาหารทั้งแบบ ”หรูหรา” และ “แบ-กับดิน” ให้ได้เลือกใช้บริการกัน


บริเวณริมหาดแห่งนี้ได้นำหินมาถมเป็นแนวเขื่อนกันน้ำทะเลเซาะ โดยกั้นเป็นช่วง ๆ ขนานไปกับชายหาดยาวไปตลอดแนว ครั้งแรก ๆ นั้นก็ยังไม่สวยงามจนเมื่อเวลาผ่านไปน้ำทะเลได้ “ตกแต่ง” ชายหาดแห่งนี้ให้สวยงามอย่างที่ผู้ทำก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าธรรมชาติจะทำได้สวยงามแบบนี้เมื่อมองจากที่สูง


ภาพความสวยแบบนี้จะมองจากด้านบนของโรงแรมที่เป็นชื่อเดียวกับหาดนั่นคือ “โรงแรม PMY “ นั่นเอง โดยด้านบนของโรงแรมชั้นที่ 19 ได้เปิดเป็นร้านอาหารแบบบุ๊ปเฟ่


เมื่อไปใช้บริการช่วงกลางวันและกลางคืนแล้วมองลงมายังด้านล่างจะทำให้เห็นทัศนียภาพที่สวยเป็นยิ่งนัก ความสวยงามแบบนี้จะประัทัีบตราตรึงใจท่านไปอีกนานแสนนาน มุมมองหลากหลายที่หาได้ชมแบบนี้มีมากมายครับ ซึ่งทำให้ท่านได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่แตกต่างกันไป


บรรยากาศยามเย็นที่หาด pmy หรือหาดแสงจันทร์นี้ จะเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่เหมาะสำหรับที่จะพบปะสังสรรค์สำหรับบุคคลธรรมดาที่ไม่ต้องการพิีธีรีตรองใด ๆ



ปัจจุบันเมื่อ “พลบค่ำ” ประชาชนทั้งวัยรุ่นและคนที่ชอบธรรมชาติจะมาพบปะสังสรรค์กิจกรรมก็มีมากมายแล้วแต่กลุ่ม ก็มีทั้ง “ทานข้าวเย็น”



การ “รวมพลของคนรักเครื่องเสียง“
หรือแม้กระทั่ง กลุ่มคนรักรถ” ก็มาใช้บริการ ณ. ที่แห่งนี้


ด้านข้างโรงแรมที่ยังไม่ได้ถูกใช้งานนี่แหละก็จะเป็นลานดินที่ว่างเปล่าขนาดซัก 15 ไร่ ทำให้ประชาชนมาใช้ประโยชน์จากที่แห่งนี้ด้วยการ “ฝึกขับรถ” ทั้ง “เริ่มหัดขับรถ” และ “ขับรถเป็นแล้ว” แต่ “ยังไม่คล่อง” แม้กระทั่งขับรถยนต์ “เก่งแล้ว” แต่ต้องการฝึกฝนให้เก่งไปอีกก็จะมาฝึกที่นี่เช่นกัน

แต่ระวังเมื่อถึงฤดูแล้งหรือพื้นดินแห้งจะทำให้เกิด “ฝุ่น ซึ่งฝุ่นนั้นเมื่อปลิวไปทางร้านอาหาร ซึ่งจะเป็นการรบกวนจึงต้องระมัดระวัง

ดังนั้นสถานที่แห่งนี้ก็เป็นที่รองรับกับคนหลาย ๆ คนที่ต้องการแตกต่างกันไป


น้องนิ้งและน้องนนท์ฝึกหัดขับรถยนต์นานหลายปีแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ตัวยังเล็ก ๆ โดยนั่งตักของ “คุณพ่อ” แล้วฝึกบังคับรถทั้งสองคนเลย ผลัดกันขับบ่อย ๆ

เมื่อทั้งสองคนชำนาญแล้วคุณพ่อก็จะย้ายมาด้านข้างโดยให้น้องนิ้งและน้องนนท์บังคับรถเอง เพียงแค่คุณพ่อเพิ่มเติมว่าให้ไปเลี้ยวจุดใด เลี้ยวแบบใด ขับเร็วอีก หรือทั้งสองคนทำไม่ถูกวิธีคุณพ่อก็จะแนะนำให้ทำใหม่ให้ถูกต้องตามหลักสากล


การฝึกขับนั้นจะเป็นการฝึกขับแบบ “ถูกวิธี” หรือเรียกกันว่า “การขับขี่แบบปลอดภัย” โดยจะเริ่มตั้งแต่ การปรับมุมกระจกมองทั้งด้านข้างซ้ายขวาและกระจกมองหลัง ,การจับพวงมาลัย , การวางเท้าที่แป้นเบรกและคันเร่ง, การเบรกและเร่ง, การจับพวงมาลัยเลี้ยว, การมองเมื่อเลี้ยวรถ ,การถอยหลังรถ,การเบรกรถ

เหล่านี้เป็นพื้นฐานการขับรถยนต์ที่ปลอดภัย จากที่กล่าวมาทั้งน้องนิ้งและน้องนนท์ทำได้หมดแล้ว ส่วนขั้นต่อไปเป็นการฝึกขับแบบเมื่อมีเหตุการณ์คับขันจะต้องทำอย่างไรจะได้ไม่ตกใจ


ซึ่งทั้งน้องนิ้งและน้องนนท์นั้นสามารถขับรถ โกคาร์ท” แบบเร็ว ๆ ได้สบายตั้งแต่เด็ก การขับรถโกคาร์ทได้ตั้งแต่เด็กถ้าเปรียบเทียบในโลกแล้วไม่ใช่เรื่องแปลก


การขับรถยนต์ครั้งนี้....น้องนิ้งและน้องนนท์ไปขับรถคนเดียว...โดยบังคับรถเองปฏิบัติตามทักษะและฝึกให้รถเลื่อนไถลจนกว่าจะเหนื่อยแล้วจึงผลัดให้อีกคนออกไปฝึกขับอีก โดยเข้ามารับฟังข้อปฏิบัติเพิ่มเติม


ทั้งสองภาพซ้ายและขวาเป็นภาพประกอบทั้งเมื่อรถเลี้ยวแล้ว ท้ายปัด และ หน้าดื้อ



ทักษะในการฝึกครั้งนี้เป็นการขับแบบ “ท้ายปัด” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “OVERSTEER” (ภาพขวามือ)



และแบบ “หน้าดื้อ” (ภาพด้านล่างซ้าย) ภาษาอังกฤษเรียกว่า “UNDERSTEER” หรือเรียกเป็นไทยให้เข้าใจอีกก็คือ “ไม่ยอมเลี้ยว” นั่นเอง

รถยนต์จะเจอเหตุการณ์ทั้งสองแบบนี้มากเมื่อเป็นถนนลื่น การลื่นก็เกิดได้ทั้ง “ดอกยาง” เหลือความสูงน้อย หรือ เลี้ยวมากบวกกับถนนลื่น ....... การฝึกนั้นเราต้องหาพื้นที่ลื่นมาก ๆ เพื่อจะให้รถลื่นเร็ว ๆ เพราะคนที่ฝึกจะได้ฝึกบ่อย ๆ


ทักษะการฝึกนั้นก็เพื่อให้ “น้องนิ้งและน้องนนท์” ไม่ต้องตกใจกลัวเมื่อรถเสียการทรงตัวและจะได้รู้ว่ารถยนต์เสียการทรงตัวแบบใด การแก้ได้จะต้องทำแบบใด



การฝึกอีกรูปแบบหนึ่งคือ วิ่งมาเร็ว ๆ แล้ว “เบรกกะทันหัน” เพื่อให้ล้อล๊อค การฝึกแบบนี้ก็เพื่อให้เรียนรู้ว่า เมื่อล้อหน้าล๊อคแล้ว จะทำให้เลี้ยวได้หรือไม่ แล้วรถยนต์จะไปตามที่เราต้องการไปหรือเปล่า


......ด้วยวิธีการทำให้ล้อหน้าล๊อก (ไม่เกิดการหมุน) เพราะเหตุใดจึงบังคับเลี้ยวไม่ได้ตามต้องการ แล้วจะต้องแก้ไขอย่างไร .........


อีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องเรียนรู้คือ ฝึกเบรกแบบล้อล๊อคกับไม่ล๊อคนั้น แบบใดให้ระยะเบรคที่สั้นกว่า


รวมทั้งมีการ “หัด” บังคับรถให้ "ลื่นไถล" ด้วย หรือปัจจุบันเรียกว่า “ดริฟท์” นั่นเอง ทำให้น้องนิ้งและน้องนนท์สนุกกับการขับรถยนต์มาก การขับรถยนต์แบบ "ดริ๊ฟ" นั้นเป็นเรื่องการ "สูญเสีย" การยึดเกาะถนน แต่เป็นเรื่อง "ความมันส์" ตามยุคตามสมัย ......ขอรับ.....


ต่อไปเชิญชม "ภาพประกอบ" ครับ















































































































































































































                  "ชมภาพเคลื่อนไหว"..ขณะหัดขับรถกันเลยคร้าบ....บ





วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

Songkran Festival 2011

แวะเวียนเข้ามาบรรจบครบรอบอีกแล้วครับสำหรับเทศกาล "สงกรานต์" ของไทยเรา ..ช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน

ซึ่งถ้าจะคิดเล่น ๆ นั้นคล้ายกับว่า ปีใหม่สากลนั้นเพิ่งจะผ่านไป "แหม่บ ๆ " ก็ถึงปีใหม่ไทยอีกหนซะแล้ว

สำหรับวันสงกรานต์ปี 2554 นี้ครอบครัว "กระดิ่งทอง" ก็ไม่ได้เดินทางไปไหนครับ อยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือน

ทั้งนี้อาจจะไม่ค่อยมีเวลาและมีภาระกิจอื่นที่ต้องทำ จึงไม่ได้เดินทางไปที่ใดของประเทศไทย 

และในยามว่างนี้ "น้องนิ้งและน้องนนท์ รวมทั้งน้องยา" ก็ขับขี่รถ atv เล่นไปพราง ๆ ในสวนเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน รวมทั้งได้สูดดมอากาศที่บริสุทธิ์ในยามเย็นด้วย





ความหมายของ "วันสงกรานต์" นั้นหมายถึง วันปีใหม่ของชาวไทย

ซึ่งแต่ก่อนเก่านั้นประเทศไทยเราไม่ได้นับปีใหม่เมื่อ





ตรงกับวันที่ 1 มกราคม ของทุก ๆ ปี แต่จะนับปีใหม่แบบไทย ๆ เรานั้นก็ต่อเมื่อตรงกับวันที่ 13 เมษายนของทุก ๆ ปี

สถานการณ์ที่คล้าย ๆ กันนี้ก็เช่น "วันตรุษจีน" นั่นเอง และนั่นก็เป็นวันปีใหม่ของชาวจีนเขา ส่วน 13 เมษายน ก็เป็นวันปีใหม่ของไทย ๆ เรานั่นเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไปการติดต่อสื่อสารทำให้โลกนี้แคบลงทำให้ต้องกำหนดวันปีใหม่ให้เป็นสากลตามกันทั่วโลก


ในช่วง "วันสงกรานต์" นั้นก็จะนับตั้งแต่วันที่ 13-15 เมษายน ของทุก ๆ ปี ส่วนจะถึงวันที่ 16-17 เมษายนนั้นก็แล้วแต่ว่าสองวันนี้จะตรงกับวันเสาร์และอาทิตย์หรือไม่

กิจกรรมในวันสงกรานต์ก็จะเป็นการ "พบปะสังสรรค์" ของคนในครอบครัวซึ่งต้องแยกย้ายจากกันไปเพื่อทำมาหากินหรือดำรงชีพในช่วงวัยทำงาน

จึงทำให้คนในครอบครัวเดียวกันที่อยู่รวมกันเมื่อยังเล็ก ๆหรือเยาว์วัยห่างหายกันไปไม่ได้พบหน้าและพูดคุยกันตามประสาพี่น้อง

ดังนั้น..เมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์จึงทำให้ "ต้อง" มาพบปะสังสรรค์ตามประสาญาติพี่น้องรวมถึง "การรดน้ำดำหัว" ให้กับผู้หลักผู้ใหญ่

เพื่อ "ขอพร" จากท่านและ "ขอขมาลาโทษ" กับบุคคลท่านอื่น ๆ ที่มิได้ตั้งใจด้วย


โดยส่วนใหญ่แล้วบุคคลเหล่านี้ต้องเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อออกไปทำมาหากินต่างถิ่นแดนไกลนั้นก็จะเป็นชาวต่างจังหวัด หรืออยู่ตามชนบทนั่นเอง 

พอถึงเทศกาลสงกรานต์....จึงเป็นเวลาสำคัญที่ต้องกลับไป "โฮม" หรือ "รวม" ญาติกันที่บ้านใน "ภูธร" นั่นจึงเป็นที่มาของการเดินทางกลับบ้านในต่างจังหวัดกัน

แล้วเราก็จะเห็นการจราจรที่ติดขัดตลอดเส้นทางสู่ชนบททั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งในช่วงเวลาที่กำลังเดินทางนี้ก็ไม่ได้หงุดหงิดอะไร

หากเป็นการ "สนุกสนาน" ซะด้วยซ้ำไปเพราะจะได้พบหน้าผู้เป็น "พ่อและแม่" ที่รอคอยรับอยู่ที่บ้าน ซึ่งก็สร้างความสุขได้ทั้งสองฝ่ายที่จะได้เจอกัน

การเดินทางกลับไปยังบ้านนอกคอกนาเรานั้นส่วนใหญ่จะเป็นการเดินทางโดย "รถยนต์" ซะส่วนใหญ่ ซึ่งจะเป็นรถยนต์ส่วนตัวหรือรถยนต์โดยสารของ บขส. ก็แล้วแต่สะดวก

ถ้าเป็นรถยนต์ส่วนตัวก็มีทั้งรถกระบะและรถเก๋ง ถ้าเป็นรถกระบะนั้นก็จะขนสิ่งของใส่หลังกระบะรถกลับไปให้ญาติ ๆ ที่ต่างจังหวัดเพื่อเป็นของฝาก

หลังกระบะรถอาจเป็นญาติ ๆ หรือบุคคลที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันที่อาศัยเดินทางกลับบ้านด้วยในคราวเดียวกัน ทั้งจะได้เป็นเพื่อนในยามเดินทางไกลและถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

บางส่วนอาจจะเดินทางโดย "รถไฟ" ของรัฐบาลซึ่งมีให้บริการมากกว่าปกติ ถึงแม้จะเพิ่มเท่าไรก็ไม่เคยพอซักปี เพราะใคร ๆ ก็อยากกลับก่อนและเร็วด้วยกันทั้งนั้น


อีกส่วนหนึ่งที่ต้องการความรวดเร็วก็จะเดินทางกับด้วย "เครื่องบิน" การเดินทางแบบนี้ก็จะต้องมีการจองบัตรจองตั๋วกันไว้ล่วงหน้าจึงจะสามารถใช้บริการได้



....เวลาที่ใช้ในการเดินทางก็ถือว่าไม่นาน อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับข้ามวัน คนที่เดินทางกลับก็ไปถึงบ้านเกิดเมืองนอนซะที

จากนี้ก็จะเป็นการต้อนรับจากคนที่รอคอยเพื่อรับคนที่เดินทางมาจากแดนไกล ทำให้บรรยากาศสงกรานต์ของปีเริ่มต้นแบบสวยงามอีกครั้ง....


เมื่อญาติพี่น้องได้พบปะกันพร้อมหน้าพร้อมตาทุก ๆ คนแล้วก็เป็นการยินดียิ่งนัก ต่างพูดคุยเล่าเรื่องราวต่าง ๆ สู่กันฟัง

พร้อมกันนั้นก็สังสรรค์กันไปด้วย เรียกได้ว่า “เหล้ายา ปลาปิ้ง อาหาร การกิน” ก็พร้อมเพรียงอยู่ด้านหน้า

จากนั้นก็ถึงเวลาที่จะ “รดน้ำดำหัว” ให้กับพ่อแม่รวมทั้งญาติพี่น้องและผู้หลักผู้ใหญ่

ในขันนั้นก็จะเป็นน้ำที่ถือได้ว่าสะอาดและหอมกรุ่นไปด้วยแป้งหอม “มองเล่ย์ยะ” พร้อมด้วย “ดอกมะลิ” และ “พวงมาลัย” ที่ร้อยด้วยดอกมะลิอีกหนึ่งพวงใหญ่

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็เริ่มด้วยการ “ขอ-ขมาลาโทษ” กับผู้เป็นพ่อและแม่รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วตามด้วยการตักน้ำล้างเท้าให้กับพ่อและแม่

แล้วค่อยรดน้ำที่มือและรดน้ำที่ตัวให้กับท่าน จากนั้นท่านก็ อวยพร และ “รดน้ำ” ให้กับเราเป็นการตอบแทน

ด้วยประเพณีไทย ๆ เยี่ยงนี้เมื่อพบเห็นแล้วทำให้เป็นที่อบอุ่นยิ่งนัก เมื่อเสร็จสิ้นพิธีแล้วทุก ๆ คนก็สนุกสนานกันเต็มที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่


ส่วนในเมืองใหญ่นั้นก็มีการแห่ “พระ” และ “นางสงกรานต์” ไปรอบ ๆ ตัวเมืองเพื่อให้พระท่าน “รดน้ำมนต์” ให้กับประชาชนเพื่อความเป็นสิริมงคลกับการต้อนรับปีใหม่แบบไทยเรา

ส่วนด้านหลังพระทั้งในและนอกขบวนแห่นั้นก็เล่นน้ำสงกรานต์ไปในคราวเดียวกันด้วย ซึ่งก็เป็นการสนุกสนานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ประเพณีสงกรานต์นี้ ถ้าชาวต่างชาติที่ทราบข่าวก็จะพยายามมาร่วมสนุกด้วยถ้าเขามีโอกาส


กิจกรรมในช่วงสงกรานต์อีกวันก็จะเป็นการไป “สรงน้ำพระพุทธ” และ “ก่อเจดีย์ทราย”

เหตุที่มีการก่อเจดีย์นั้น ก็มีการตีความหมายว่า ในช่วงเวลาปกติที่เราเดินเข้าออกวัดทั้งการมาทำบุญหรือกิจกรรมอะไรก็ตามปี ๆ หนึ่งนั้นเราเหยียบเอาดินและทรายจากวัดออกไปแบบไม่รู้ตัว

ดังนั้น เมื่อถึงวันสงกรานต์ก็เลยต้องมีการขนทรายเข้าวัดซึ่งถ้าขนเข้าวัดเฉย ๆ ก็จะไม่มีอะไรที่น่าสนใจเท่าไร จึงได้ก่อกองทรายให้สวยงามด้วยก็จะดีขึ้น 

และยังมีการประดับประดาสิ่งต่าง ๆ เข้าไปเพื่อเติมสีสรรค์เข้าไปอีก และแล้วสิ่งที่ทำขึ้นมานั้นก็ดึงดูดใจกับผู้คนทั่วไปที่พบเห็นสมดังความปรารถนา


สำหรับประเพณีสงกรานต์นั้นก็จะมีด้วยกันปีละหนึ่งครั้งในช่วงเดือนเมษายนของทุก ๆ ปี โดยในอดีตที่ผ่านมานั้นเดือนเมษายน จะเป็นเดือนที่ร้อนหรือตรงกับฤดูร้อนของเมืองไทยนั่นเอง

แต่สำหรับปี ๒๕๕๔ นั้นช่างเป็นเดือนที่มีการ “แปรผัน” ยิ่งนัก คือ มีทั้ง ฤดูหนาว ฤดูร้อน และ ฤดูฝน รวมกันเข้าเป็น 3 in 1 เหมือนกาแฟสำเร็จรูปเลย


เอาล่ะ...... ท้ายสุดแล้ว ก็ขอให้ทุก ๆ คนเดินทางทั้งไปและกลับด้วยความปลอดภัย,,,,,ยิ่ง .....ขอรับ


ภาพ "ความอบอุ่น" ของครอบครัว