วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

English 2 with Arjarn ANNA

เรียนภาษาอังกฤษภาคที่ 2 ....กับท่านอาจารย์แอนนา

ครั้งที่เรียนภาษาอังกฤษเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2554 นั้นผมสังเกตุหลายท่าน "พูดอังกฤษปร๋อ" เลยครับ

นั่นแสดงว่าตอนทดสอบภาษาอังกฤษนั้นตอบคำถามไม่ครบทุกข้อ  และหรือไม่ได้ตั้งใจที่จะตอบคำถามที่แท้จริง

เท่าที่สอบถามกับบางท่านนั้น พบว่าเขามีเวลาน้อยคือมาถึงห้องสอบสายมาก

ดังนั้น...ก่อนหมดเวลาก็เลยต้อง "บรรเลง" เพลงเร็ว แต่กระนั้นก็ยังกาข้อสอบได้ไม่ครบ เนื่องจากเวลาหมดซะก่อน บุคคลที่ผมถามนั้นคือ คุณจำนงค์ใจ ครับ

แต่สำหรับครึ่งห้องก็พยายามสุดความสามารถแล้ว ก็ยัง "ไม่ผ่านเกณฑ์" ของมหาวิทยาลัยตั้งไว้   


ฉะนั้น...จึงต้องเรียนด้วยความจำนน


บทเรียนนั้นก็จะต้องมี "การนำเสนอ" งานหน้าชั้นด้วย  กระผมเองก็จับคู่กับคุณวิเศษ  นำเสนองานเรื่อง "ทัวร์การท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น"  ภาพไม่มีนะครับ (นั่นเพราะกระผมก็ "อาย" แฮะ)

แต่....กระผมก็มีภาพของท่านอื่น ๆ ให้ดูนะ   เรามาฟังเพื่อนร่วมห้องเสนอผลงานละกันครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง  ชื่อเสียงเรียงนามนั้นดูกันเองละกันนะ



มีไม่กี่ท่านที่ไม่ต้องเรียน ถ้าจำไม่ผิดนะจะมีไม่เกิน 6 ท่าน ที่ไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษ  นั่นเพราะ "เก่ง" หรือ "กาถูก" ก็ไม่ทราบนะ 555


อย่างเช่น พี่ป๊อก, คุณน้อง , คุณตุ๊ก , คุณเบิร์ด , คุณกุ้ง ,คุณวิบูรณ์


ผมว่า "อาจจะ" ความสามารถล้วน ๆ ก็เป็นได้ (แซวเล่น..ขอรับ  คงเก่งจริง ๆ นั่นแหละน่า)


ช่วงที่เรียนนั้น กระผมเองก็ "รื้อฟื้น" ได้เยอะทีเดียว และได้สิ่งที่ไม่ได้ฝึกหรือไ้ด้ยินเพิ่มเติม นั่นอาจจะเพราะว่ากระผมเองใช้คำไม่มาก หรือในชีวิตประจำวันก็ไม่ค่อยได้ใช้คำมากมายซะเท่าไร


ในภาพนี้ "คุณน้อง" (คนขวามือ) หนึ่งในจำนวนที่ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษ แต่ก็เข้ามาช่วยอธิบายให้เพื่อน ๆ ฟังว่า คำบางคำต้องใช้อย่างไร และมีความหมายอะไรบ้าง

นั่นเพราะว่า "คุณน้อง" ใช้ภาษาอังกฤษบ่อย และยังเดินทางไปต่างประเทศบ่อยอีกด้วย

ฉะนั้น...เรื่องภาษาอังกฤษของคุณน้องจึงแม่นมาก

แถม...ตอนที่เพื่อน ๆ นำเสนองานหน้าชั้น ยังสอบถามปัญหากับเพื่อน ๆ ซะอีก ก็ทำให้การนำเสนอผลงานของเพื่อน ๆ ที่เรียนภาษาอังกฤษมี "อรรถรส" ที่ดีขึ้นไปอีก

ถึงขั้นท่านอาจารย์แอนนา เอ่ยชมคุณน้องว่า ภาษาอังกฤษของคุณน้อง "ดีมาก" เลยทีเดียว   นั่นน่ะสิ คุณน้องถึงไม่ต้องลงเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมไงล่ะ


เอาหละ...อีกภาพเรามาชม "พี่เมศ" นำเสนอผลงานหน้าห้องอีกภาพกันดีกว่า  ซึ่งเมื่อท่านได้ชมแล้ว....ต้องพิจารณาเอาเองนะ   ...ชมได้เลยครับ....


ช่วงพัก..เราไ้ด้พูดคุยและสอบถามเรื่องราวสาระทุกข์สุขดิบทั่ว ๆ ไปกับอาจารย์  บังเอิญว่าช่วงเดือนพฤศจิกายน 2554 มีเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครครั้งใหญ่ โดยห่างจากอดีตประมาณ 70 ปี ไม่น่าเชื่อครับว่า ปัจจุบันน้ำจะกลับมาท่วมกรุงเทพฯได้อีกครั้ง (ทำเป็น "ดาวหางฮันเล่ย์" ไปได้ จะมาใกล้โลกทุก ๆ 70 ปี)

ฉะนั้น..เราจึงได้ไถ่ถามความเดือดร้อนของท่านอาจารย์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง 

,,,เชิญรับชมได้เลยครับ,,,



ในภาพนี้เป็น "น้ำท่วมกรุง" เมื่อปี 2485 เป็นเวลา 70 ปีแล้วที่กรุงเทพมหานครห่างเหินจากน้ำท่วมครั้งใหญ่

อดีตนั้น..น้ำท่วมเป็นเรื่องไม่ใหญ่มากนัก เพราะป่าไม้เยอะ ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และถ้าผสมกับมรสุมอีก โอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมก็มีมากขึ้น

ส่วนภาพเคลื่อนไหวด้านล่าง...เป็นของท่านที่เกี่ยวข้องกับวงการวิทยุโทรทัศน์ของประเทศไทยได้ทำไว้  นับว่าเป็นภาพที่น่าดูน่าชม  กระผมจึงไ้ด้สรรหาเก็บไว้  ส่วนบุคคลในภาพปัจจุบันจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็เป็นสิ่งที่น่่าคิด

นั่นเพราะไม่ว่าใครถ้าได้เห็นภาพของตัวเองที่ยังไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน โดยถูกบันทึกภาพไว้ด้วยคนอื่น และปรากฏให้เห็น  จะเป็นเรื่องที่ "ประทับใจ" มาก

   ....เชิญชมภาพน้ำท่วมกรุง เมื่อ 70 ปีที่แล้วได้เลย...



สำหรับภาพในอดีตต่าง ๆ ที่กระผมทำไว้ ตามด้านหลังนี้เลยครับ (น่าสนใจเช่นกัน) http://gradingthong.blogspot.com/2010/09/blog-post_17.html


หลังจากที่ร่ำเรียนภาษาอังกฤษ 2 ประมาณ 2 เดือน ก็จบหลักสูตร (เสียที) ความรู้ก็ได้รับเพิ่มเติมกันมากมาย และอาจารย์ท่านก็ฝากให้เราไป "ฝึกปรือ" กันต่อไป เพื่อจะได้มีทักษะที่ดีเพิ่มขึ้นไปอีก

จากนั้น...ก่อนที่จะจบการเรียนการสอน เราจึงได้ "มอบของที่ระลึก" บางสิ่งบางอย่างให้กับอาจารย์ ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ซื้อมาจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์โดยตรง เพราะช่วงก่อนหน้านั้น เราได้ไปดูงานฝั่งประเทศแถบยุโรป  ดังนั้น..จึงได้มีของติดไม้ติดมือมาฝากอาจารย์ด้วยครับ

การกล่าวนั้น "พี่โจ้" ครับ ได้กล่าวขอบคุณท่านอาจารย์ที่ได้แบ่งปันความรู้ต่าง ๆ ตั้งแต่ภาษาอังกฤษที่เป็นแบบท้องถิ่น และวัฒนธรรมของชาวอังกฤษแบบดั้งเดิม หรือความหมายของภาษาอังกฤษที่เราตีความไม่ถูก

เนื่องจากว่า..อาจารย์แอนนา ไปทำวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาัอังกฤษที่ประเทศอังกฤษให้ดีขึ้น ดังนั้นจึงไ้ด้ประสบการณ์ด้านนี้มากขึ้นนั่นเอง

  ...มาดูกันสิว่า อาจารย์..ฝากอะไรกับเราบ้าง...


ในภาพ "คุณน้อง" ซึ่งไม่ไ้ด้เรียนกับเขาหรอก แต่มาให้กำลังใจเพื่อน ๆ และอธิบายแกะนาฬิกาให้อาจารย์ พร้อมอธิบายว่าร้านที่ซื้อนั้นเป็นร้านอะไร อยู่บริเวณไหนของประเทศสวิสเซอร์แลนด์

นาฬิกาเรือนนี้ กระผมเองก็จำไม่ได้ว่าเป็นยี่ห้ออะไร เพราะประเทศนี้ทำนาฬิกาหลายยี่ห้อมาก เรียกได้ว่าเป็น "แหล่งนาฬิกา" ก็ว่าได้


ในภาพ(ขวามือ)คือ "นาย..กระดิ่งทอง" พร้อมกับร้าน..บุคเลอร์..ซึ่ง ตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ และโดยรอบนั้นก็เป็นร้านจำหน่ายนาฬิกาชั้นนำ คล้าย ๆ กัน บางร้านถูกกว่าบ้าง..แพงกว่าบ้าง ถ้าไม่กลัวเหนื่อยก็สืบค้นราคาได้ในแต่ละร้านครับ


เพียงแต่...เป็นของแท้ ๆ ซึ่งมีแท้เดียวครับ ไม่มีแท้ห้าง หรือ แท้ ๆ หรือ แท้เทียม ๆ ใด ๆ ทั้งสิ้น


นาฬิกาที่ซื้อมาฝากอาจารย์ซื้อจากห้าง "บุคเลอร์" ตั้งอยู่ที่ "เมืองลูเซิน" ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นห้างที่ใหญ่และมีชื่อเสียง


ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ...ร่วมกับอาจารย์แอนนา แน่นอนครับว่า สิ่งที่ควรจดจำและหวนดูได้ง่ายที่สุดนั่นคือ การถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกครับ


อาจารย์ต้องชวนนักศึกษานะ  ท่านอาจารย์ท่านคงคิดว่า นักศึกษาคงจะเกรงใจ  ท่านอาจารย์จึงชวนนักศึกษาถ่ายภาพซะเองเลย   ครับต้องขอบคุณอาจารย์มากครับที่ให้ความเป็นกันเอง

...ดูภาพเคลื่อนไหวที่ได้บันทึกไว้ก็ได้ครับ...ว่าจริงไหม...


ภาพที่บันทึกออกมา  ก็เป็นด้วยประการฉะนี้แล...  คงครบทุก ๆ ท่านเนอะ

        ภาพถ่ายที่ระลึกอาจารย์ และ นักศึกษา มจพ. X-mie R4

นักศึกษา มจพ. สาขาการจัดการอุตสาหกรรม ระยองรุ่นที่ 4 ได้ร่วมถ่ายภาพกับอาจารย์แอนนา  วันใดครั้งหน้า เมื่อหวนคิดถึงอาจารย์เราก็ยังกลับมาดูภาพที่ได้ "บันทึกภาพ" กับอาจารย์ได้ครับ

อาจจะคิดถึงบรรยากาศการเรียนเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2554 และน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ร่วมด้วย บางครั้งก็อาจจะ "นั่งยิ้ม" อยู่คนเดียวก็ได้...ครับ

ภาพสุดท้าย...แต่...ไม่ท้ายสุด เป็นการสนทนาบางส่วนที่บันทึกได้  เป็นการ "เก็บบรรยากาศ" ไว้เป็นที่ระลึก   ยามใดที่คิดถึงกันก็เข้ามาเปิดดูได้ตลอดครับ

...เชิญชม...ว่ามีอะไรน๊า...


ขอบคุณสำหรับการเป็นกันเองของทุก ๆ ท่านครับ

จาก...กระดิ่งทอง X-mie R4

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทำบุญ "กุดน้ำใส" จังหวัดขอนแก่น

วันที่ 26-27 พฤษภาคม 2555 นาย..กระดิ่งทอง..มีโอกาสไปทำบุญกับท่านอาจารย์สมเกียรติ จงประสิทธิ์พร รวมทั้งคุณวิเศษ โกรัตนะ และครอบครัว

ขณะที่เรียน ป.โท ท่านอาจารย์ยังเป็น "ที่ปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์" ให้กับเราทั้งสองอีกด้วยครับท่าน


...และท่านอื่น ๆ ที่ไปร่วมงานทำบุญครั้งนี้ ซึ่งเดินทางจาก..กรุงเทพมหานคร..มีด้วยกันหลายท่าน

เช่น คุณใหม่..คุณซัน,พี่อารักษ์ ส่วนท่านอื่น  ผมก็จำชื่อได้ไม่หมด (ต้องขอ..อภัยเป็นอย่างสูงเลยขอรับ)


ท่านเหล่านี้จองที่พักของการไฟฟ้าของเขื่อนอุบลรัตน์  ตอนที่เล่าให้ฟังนั้นบอกว่า  บรรยากาศสวยมาก

...แถม...เฉลี่ยค่าห้องกันคนละประมาณ 50 บาท อีกซะด้วย


คุณใหม่บอกว่า..ก็ใช้สวัสดิการของการไฟฟ้าจากเพื่อนสมาชิก X-mie เรานั่นแหละ


สถานที่ที่ได้เลือกไปทำบุญนั้นก็คือ สำนักสงฆ์สามัคคีศิลาวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.กุดน้ำใส อ.น้ำพอง จังหวัดขอนแก่น


คำว่า "กุด" นั้นเป็น "ภาษาอีสาน" โดยแท้ หรือ "ภาษาลาว" ก็ว่าได้ แปลว่า "บ่อ" หรือ "บ่อน้ำ" หรือ "ส่าง" ในภาษาอีสานปัจจุบันนั้นเอง

กุดน้ำใส จึงแปลความหมายได้ว่า บ่อน้ำที่ใส (ไม่ขุ่น)  โดยบ่อน้ำ...จะใช้ทั้งดื่มกินและอาบน้ำหรือซักผ้า  ลองนึกภาพว่า

อดีตนั้นคนทั้งหมู่บ้านตอนเย็นเวลาอาบน้ำจะรวม ๆ กันมาอาบน้ำด้วยกัน ซึ่งจะสนุกสนานมาก

คำว่า "กุด" จะซ้ำกับอีกคำหนึ่งคือแปลว่า "กุฏิ" ซึ่งเป็นที่พระท่านไว้พำนักอาศัย  แต่ คำว่า "กุด" นี้จะอธิบายเกี่ยวข้องกับคำว่า "กุดน้ำใส" เท่านั้น

การทำบุญครั้งนี้ผู้ที่ "ริเริ่ม" คือท่านอาจารย์สมเกียรติ จงประสิทธิ์พร ท่านอาจารย์ปรารถนาจะทำบุญไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีแรง (ว่างั้นเถอะ) และท่านอาจารย์ทำบุญมาหลายที่มาก ซึ่งก็ได้ศิษย์ยานุศิษย์ให้แรงสนับสนุนร่วมอีกหลายแรง

ท่านอาจารย์สมเกียรติ จงประสิทธิ์พร สอนวิชาสถิติที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรม

ฉะนั้น  ท่านอาจารย์จึง "เก่ง" ในเรื่อง "สถิติ" มาก ๆ สามารถนำวิชาสถิติมาใช้สำหรับการเรียนการสอน และนำมาใช้กับชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่นำสถิติมาใช้ร่วมกับงานได้ตรงมากที่สุด

วันที่จะเดินทางไปนั้น ผมนัดกับครอบครัวคุณวิเศษ หรือ "พี่เอ๋" ของผม โดยจะเดินทางวันเสาร์เช้าซัก 06:00 น.

..แต่..  มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น นั่นคือ ทราบข่าว "คุณยายเสียชีวิต" ดังนั้นคุณวิเศษ จึงต้องเดินทางไปงานศพคุณยายที่จังหวัดอยุธยาในวันศุกร์ แล้วจึงไปทำบุญที่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น อีกทอดหนึ่ง

ฉะนั้น...กระดิ่งทอง..จึงต้องขับรถยนต์ไปทำบุญคนเดียวตามที่ได้นัดหมายไว้ คือบ้านกุดน้ำใส  เส้นทางที่ขับรถไปนั้นเป็นช่วงหน้าฝนด้วย จึงทำให้ต้นไม้สองข้างทาง "เขียวชอุ่ม" มองแล้วสบายสายตายิ่งนัก

แหละ..เพลิดเพลินกับสิ่งก่อสร้างที่แสดงให้ทราบถึงการพัฒนาที่รวดเร็วทางด้านวัตถุ ทั้งบ้านเรือน และปั๊มแก๊สทั้ง CNG และ LPG  โดยเฉพาะปั๊มชนิดหลังนั้นมีมาก..อย่างดาดดื่น  บางปั๊มเพียงเติม LPG แค่ 100 บาท แถมน้ำดื่มขนาด 1.5 ลิตรให้ด้วย (การแข่งขันสูง)

ระหว่างทางนั้น ผมเองพบเห็นกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทั้งเล็กและใหญ่เฉพาะ "ขาไป" รวม 4 เหตุการณ์ด้วยกัน

บางแห่งก็ทั้งถนนที่เปียกปอน ทำให้ขณะเบรครถ "อาจจะ" ลื่นไถล หรือบางที่ "เบียด" กันลงข้างทางทั้งคู่ ไปรวมกันอยู่ในคลองก็มี  ทั้งนี้เกิดขึ้นเพียง "เสี้ยววินาที" เท่านั้น

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ทั้ง "ขับรถเร็ว" และ "ไม่เร็ว" โดยส่วนใหญ่จะใช้คำว่า "คาดไม่ถึง" หรือ "คาดเกิน"

ภาพที่ปรากฎด้านข้างซ้ายมือนั้น สถานที่คือทางขึ้นเขาปักธงชัย (วิ่งจากระยองไปขอนแก่น) เป็นรถพ่วงที่ตกข้างทางขณะขึ้นเขา  ผมยัง "งง ๆ"  กับเหตุการณ์ว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร ส่วนใหญ่จะเกิดขณะขับรถยนต์ลงเขา


ระหว่างทางที่ขับรถไปทำบุญพบว่า รถยนต์ส่วนใหญ่ของเมืองไทยนั้นจะ "ขับรถชิดขวา" และก็ "แซงซ้าย" ซึ่งเมืองไทยจะเป็นรถที่มีพวงมาลัยอยู่ด้านขวามือ

ดังนั้น..ต้องขับชิดซ้ายแซงขวาแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริงต้องขับชิดขวาและแซงซ้าย  ทำให้ผม "งง" ว่ากำลังขับรถใน "ประเทศลาว" หรือเปล่าเนี๊ยะ

เท่าที่สังเกตุ..ก็อาจจะเป็นจากถนนด้านซ้ายมือไม่ค่อยดีนัก  ก็ยังพบว่าเมื่อถนนด้านซ้ายดี..ก็ยังขับเลนขวาเช่นเคย

ลองชมภาพจริงดูกัน ขณะที่บันทึกความเร็วประมาณ 118 กม./ชม.  ขับก็ไม่เร็วมาก  เพราะ CNG ก็แพง และหาเติมยากซะด้วยสิ ทั้งเวลาก็กระชั้นชิด จะถึงเวลานัดหมายแล้วด้วย



ขณะที่ไปถึงวัด ท่านอาจารย์สมเกียรติ ถึงที่หมายก่อนแล้ว เวลาประมาณซัก 17:13 น. ระหว่างเส้นทางฝนก็ตกมากอีกด้วย บางช่วงฝนตกหนักถึงกับต้องขับช้ามาก ๆ

ห่างกันนิด ๆ คุณวิเศษก็เดินทางมาถึง เราจึงได้สนทนากับท่านอาจารย์บ้างเล็กน้อย


           ..เรามาชมภาพที่ได้สนทนากับท่านอาจารย์กันเลย ..



คุณวิเศษ ..ขับรถยนต์จากขอนแก่นมา..กุดน้ำใส อ.น้ำพอง คนเดียวครับ  ลูก..เมีย ขอท่องเที่ยวห้างเซ็นทรัลในเมืองรอก่อนละกัน รุ่งเช้าจึงจะมาทำบุญด้วย  จึงเห็นว่า "โสด" ในเย็นวันนั้น

เราได้เที่ยวชมบรรยากาศ ของ "บ้านนอก..คอกนา" ไปเรื่อย ๆ จนมืด

การต้อนรับก็เป็นไปด้วยดี มีอาหารและวงสนทนาแบบชาวบ้าน ทำให้ "อบอุ่น" อย่างบอกไม่ถูก

ด้วยการต้อนรับที่เป็นแบบ "บ้าน ๆ" ทำให้นึกถึงประเพณีของคนไทยที่กล่าวว่า "แขกมาถึงบ้านถึงเรือนต้องต้อนรับ" 


หมู่บ้านก็ไม่ใหญ่มาก โตกว่าหมู่บ้านจัดสรรค์เพียงเล็กน้อย แต่รู้จักกันทั่วถึง น้ำใจไมตรีที่ดีต่อกันทำให้ความสัมพันธ์ก็มีมากยิ่งขึ้น

 จวบจนกระทั่ง 20:34 น. เราจึงเดินทางเข้ากรุงเำพื่อพักผ่อน รอรุ่งสางต้องเดินทางมาวัดอีกครั้งเพื่อทำบุญอย่างเป็นทางการ


ค่ำคืนนั้น กระผมเอง,ครอบครัวคุณวิเศษรวมทั้งท่านอาจารย์อาจารย์และญาติ ๆ กลับมานอนพักผ่อนในตัวเมืองขอนแก่น

กระผมเองรวมทั้งท่านอาจารย์สมเกียรติและญาติๆ ของท่านอาจารย์นอนที่โรงแรงโฆษะ ส่วนครอบครัวคุณวิเศษนอนโรงแรมใกล้เคียงเพราะต่างคนต่างจองห้องพักไว้ สนนราคานั้นสำหรับเตียงคู่ก็ 1,500 บาท พร้อมกับอาหารเช้า (รูปห้องจริง)


กระผมเองก็เดินท่องเที่ยวกับสถานที่ใกล้ ๆ โรงแรมเรื่อย ๆ ไปเจอบริเวณหน้าตึกคอมขอนแก่นกำลังมีงานประกวดดนตรีสำหรับประชาชน เป็นที่สนใจของประชาชนโดยทั่วไป

แต่อาจจะดูบางตาเพราะว่าขณะนั้นฝนก็ตกปรอย ๆ ทำให้บริเวณที่นั่งไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามที่ออกแบบไว้

คณะกรรมการและผู้ชมก็สู้ไม่ถอยอยู่ให้กำลังใจกันจนวินาทีสุดท้าย

ผู้คนจึงต้องหลบฝนด้านข้าง วงดนตรีที่เข้าประกวดสำหรับคืนนั้นมีจำนวน 21 วง ด้วยกัน ซึ่งได้คัดกรองจากหลายคืนมาแล้ว

ดังนั้น  จึงทำให้อรรถรสสำหรับการประกวดน่าชมยิ่งขึ้น

แทบทุก ๆ วงที่เข้าประกวดมีเอกลักษณ์และการนำเสนอที่น่าสนใจทุก ๆ วงเลย  เป็นที่น่ายินดียิ่งที่เยาวชนไทยให้ความสนใจเกี่ยวกับดนตรี รวมทั้งฝีไม้ลายมือขณะเล่นดนตรีก็ "เยี่ยม" มาก

โดยเฉพาะวงดนตรีที่มีนักร้องหญิงที่น่ารัก จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ทำให้เป็นสีสันของการประกวดดนตรีขึ้นไปอีก ทำให้ผู้ชมและผู้เข้าประกวดต่างสนุกสนานร่วมกัน

การจัดกิจกรรมแบบนี้เป็นที่น่า "ชื่นชม" และสามารถคัดนักดนตรีรุ่นใหม่เข้าสู่วงการได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้นเราอาจจะเป็นการจัดประกวดดนตรีแบบนี้อยู่ทั่วไปของประเทศไทย

 สำหรับกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบวงใด หรือวงดนตรีใดขึ้นประกวด ก็จะออกไปให้กำลังใจกันกลางสายฝน ทำให้ผู้เข้าประกวดไม่เหงา และสนุกยิ่ง ๆ ขึ้นเพราะได้กำลังใจจากเพื่อน ๆ นั่นเอง


สำหรับภาพที่ได้บันทึกมาด้านล่าง เป็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นเอง นำเสนอเสียงเพลงใน "แนวร๊อค" ซึ่งได้กำลังใจจากเพื่อน ๆ กลางสายฝนเป็นอย่างมาก เพราะสถานที่ก็ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั่นเอง

           ...ชมภาพกันเลยละกัน...ขอรับ


รุ่งเช้าที่วัด...ชาวบ้านในระแวกนั้นต่างมารวมกัน ก็ไม่มากเท่าไร เพราะเป็นช่วงเดียวกันที่หมู่บ้านมี "งานบุญบั้งไฟ"

ฉะนั้น..ครึ่งหนึ่งจึงต้องไปร่วมงานบุญบั้งไฟด้วย  ก็หวั่น ๆ เช่นกันว่าบั้งไฟจะตกใส่กระบาลหรือไม่ เพราะบั้งไฟมันบังคับทิศทางไม่ได้เมื่อขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว
 

จุดประสงค์ของท่านอาจารย์ต้องการจะสร้าง "สถูป" หลังนี้ให้สำเร็จ โดยงบประมาณที่ได้ตั้งไว้นั้นประมาณ 300,000 บาท

ด้านล่างจะเป็นคล้าย ๆ ห้องสมุด หรือที่เก็บหนังสือพระไตรปิฏกและหนังสือต่าง ๆ ที่มีคุณค่าแก่การเรียนรู้

ด้านบนจะเป็นพระพุทธรูปยืนโดยทั่วไปเป็นพระพุทธรูป "ปางห้ามญาติ" และมีบันไดเดินขึ้นสู่ด้านบนด้านหน้า

ขณะนี้ฐานของสถูปนั้นเสร็จก็เยอะแล้ว เพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์เพราะรองบประมาณเพื่อมาต่อยอดอีก


ผู้ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องอาหาร,สถานที่,หรื่อเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทอดกฐินในครั้งนี้คือ "พี่อ๊อด" ครับ

ซึ่งพี่อ๊อดก็ได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของหมู่บ้านตั้งแต่ในอดีตให้กับกระผมฟังจนนึกภาพในอดีตออก  ทั้งนี้ทั้งนั้นพี่อ๊อดเองเป็นคนอีสานบ้านเฮานั่นแหละ ดังนั้นการ "เสวนา" จึงเป็นได้อย่างราบรื่น

ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างมาก ซึ่งท่านอาจารย์สมเกียรติ ท่านก็ไว้เนื้อเชื่อใจสำหรับการทำงานชิ้นนี้เป็นอย่างมาก

ช่วงเช้าจนถึงสาย ๆ หลังจากรวมตัวกันได้สักพัก ชาวบ้านและบุคลากรที่ไปร่วมงานก็รับประทานอาหารว่าง กันไปเรื่อย ๆ พร้อมทั้งจัดตั้งกองผ้าป่าเพื่อที่จะ "แห่รอบโบสถ์" ก่อนถวายวัด

จวบจนใกล้ "เพล" (ก่อนเที่ยง) แล้วเราก็ต้องให้พระท่านฉันเพลเสียก่อน ส่วนคนที่จัดกอนกฐินก็จัดกันไป เมื่อพระท่านสวดมนต์เสร็จก็ถึงเวลา "ประเคน" อาหารให้กับพระท่านเพื่อที่จะได้ "ฉันเพล"

เมื่อพระท่านฉันเพลเสร็จแล้วก็เป็นหน้าที่ของ "ฆาระวาส" หรือบุคคลที่ไปร่วมทอดกฐินในงานต้องรับประทานอาหารเที่ยงหลังจากได้รับพรจากพระเรียบร้อยแล้ว

"วงกับข้าว"ลักษณะนี้กระผมเองก็ไม่ค่อยได้เห็นนานแล้ว เป็นความอบอุ่นของชาวไทยยิ่งนัก มีความปรองดอง และเป็นกันเอง

โอกาสที่จะได้เห็นการนั่งทานข้าวแบบชาวบ้าน ๆ อย่างนี้ในเมืองมีน้อยมากนัก  โดยเฉพาะ "ครอบครัวของ..พี่เอ๋..นั้น" นั่งทานข้าวแบบได้อรรถรสเป็นอย่างมาก คงจะเอร็ดอร่อยกับรสชาดของอาหารพื้นบ้านเป็นแน่แท้

อาหารการกินนั้นก็แบบ "ง่าย ๆ" และ "บ้าน ๆ" ที่เรารู้จักและขาดไม่ได้นั้นคือ "ส้มตำ" กับ "ข้าวเหนียว" อาหารประเภทนี้ภาคอีสานขาดไม่ได้แน่นอน และ "อร่อย" ด้วยซี

ส้มตำของคนอีสานที่ตำเองนั้นเครื่องปรุงไม่มากเหมือนที่เรากินตามข้างถนนหรือร้านนอกเหนือจากภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ซึ่งพิจารณาที่สีแล้วน่าจะ "จีดชืด" แต่เมื่อได้ลิ้มรสแล้ว "สุดยอด" มากครับ

สำหรับ "คุณใหม่" นั้น  ดูที่ท่าทางการนั่งรับประทานอาหารแล้ว "ถูกใจ" ผมเป็นยิ่งนัก  ยิ่งคนที่นั่งทานข้าวร่วมกันเยอะ ๆ ความอร่อยก็จะบังเกิดขึ้นเอง

...เวลาที่มี "งานบุญ" อย่างนี้ชาวอีสานบ้านเฮาจะร่วมแรงร่วมใจกันทำงานหรือทำบุญแบบเต็มใจ ไม่มีค่าแรง ช่วยกันคนละนิดคนละหน่อยงานก็เสร็จลุล่วงได้ด้วยดี เพราะถือว่า "ได้บุญ" กันทุก ๆ คน

เพราะว่าทำบุญให้กับวัดของหมู่บ้านตัวเอง บุญกุศลนั้นก็ยิ่งทำให้อิ่มเอิบในจิตใจขอคนที่มาทำบุญเอง
ยิ่งกับ "พี่อารักษ์" แล้วด้วย ไม่ต้องบรรยายครับ เป็นของที่ "ถนัด" เอามาก ๆ บรรยากาศแบบนี้พี่อารักษ์ของเรายิ่งชอบ ได้บรรยากาศชื่นมื่นแบบบ้าน ๆ ดี (ท่านกล่าวปิดท้าย)

งานบุญไม่ว่าจะเป็น "ทอดผ้าป่าสามัคคี" และหรือ "ทอดกฐิน" นั้น สำหรับชาวอีสานแล้วเป็นงานที่ถือว่า "งานใหญ่และได้บุญมาก ๆ" 

ซึ่งเราเห็นว่าจะมีผู้หลักผู้ใหญ่ทุก ๆ ท่าน รวมทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ในหมู่บ้าน ที่ว่างเว้นจากงานหรือไม่ว่างก็ต้องทำตัวให้ว่างเพื่อจะมางานแบบนี้ให้ได้ นั่นก็เพราะว่าจะมีงานแบบนี้เพียงปีละครั้งเท่านั้น

ความสนุกสนานที่ได้รวมตัวแบบเยอะ ๆ เช่นนั้นมีไม่บ่อยนัก ได้พูดคุยเรื่องต่าง ๆ ในหมู่บ้าน เรื่องงานอื่น ๆ ที่ใกล้จะทำต่อไป

หรือเรื่องบุญต่าง ๆ ,เรื่องนาใครได้ข้าวมากและน้อยอย่างไรก็จะได้พูดคุยกันในงานเช่นนี้ไปด้วยในคราเดียว

ยิ่งไปกว่าคือ คนที่จะเป็นเจ้าภาพสำหรับการหาเงินมาถวายวัดหายากยิ่งนัก และ ประเภทไม่ต้องหักค่าต่าง ๆ สำหรับการเดินทางด้วยแล้ว ยิ่งหายากเข้าไปอีก

เพราะส่วนใหญ่ก็จะมีค่ารถ,ค่าเดินทาง,ค่ากินระหว่างทาง ..แต่..สำหรับงานนี้ ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ในส่วนนี้เลย (ออกเองว่างั้นเถอะ) เพราะตั้งใจไปถวายเงินสำหรับกอบผ้าป่าแบบเต็ม ๆ 

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จและเตรียมกองผ้าป่าเสร็จแล้ว  จากนั้นถึงเวลาที่ต้อง "แห่ผ้าป่าสามัคคี" รอบโบสถ์กันแล้ว

เราจึงเวียนรอบโบสถ์ก้นสามรอบ เพื่อปฏิบัติให้เหมือนกับประเพณีที่ได้ดำเนินต่อ ๆ ก้ันมาจาก ปู่,ย่า,ตา,ยาย ที่ได้ฝากไว้เป็นวัฒนธรรมให้เราสืบสานปฏิบัติกันมา

ขณะที่แห่ผ้าป่าสามัคคีนั้น ก็ต้องเปิด "เพลงบรรเลง" ประเภท "พิณ" ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ 3 รอบ ทำให้บรรยากาศการแห่ผ้าป่าสนุกสนานเป็นยิ่งนัก เพราะชาวบ้านได้ "ฟ้อนรำ" ไปเรื่อย ๆ

จึงถือได้ว่า งานแบบนี้ทั้ง "สนุกสนาน" และ "ได้บุญ" ไปด้วยในคราเดียวกัน และช่วงที่กำลังแห่ผ้าป่าอยู่นั้น กรุณา "อย่า" ทำให้เสียงเพียงต้องหยุดชะงักกลางครันนะ "เดี๋ยวโกรธ" เป็นแน่แท้

เมื่อแห่ผ้าป่าสามัคคีรอบโบสถ์ครบจำนวนสามรอบแล้ว  บัดนี้ก็นำกองผ้าป่ามารวมกัน เพื่อรอถวายกับพระสงฆ์

ภาพจากที่ได้บันทึกไว้นั้น ช่างเป็นภาพที่ตกแต่งได้สวยงามเป็นยิ่งนัก เราได้กองผ้าป่าตั้งหลายต้น ซึ่งก็ได้มาจากหลายสายด้วยกัน

สำหรับกองผ้าป่าที่ได้มากที่สุดนั้นเป็นของท่านอาจารย์สมเกียรติ


เมื่อนับรวมกันทุก ๆ กองแล้ว ได้เงินรวมกันจำนวนประมาณ 280,000 บาท  ...และแล้ว...ก็มีบางท่านเอ่ยขึ้นว่า ...ควรจะเติมให้เต็ม หมายถึงเติมให้เต็ม 300,000 บาท

ฉะนั้น  จึงต้องออกแรงกันอีกหน่อย เติมคนละนิดคนละหน่อย  รวม ๆ นับแล้วก็ยังได้ 292,000 บาท  ขาดอีก 8,000 บาท

เท่าที่สังเกตุ (ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ)  ผมเห็นพี่อารักษ์ "ควัก" ส่วนที่เหลือ 8,000 บาท จึงรวมได้ 300,000 บาท พอดิบพอดี

หลังจากนั้นท่านอาจารย์สมเกียรติ จงประสิทธิ์พร จึงประเคนผ้าไตรให้กับพระสงฆ์ สำหรับท่านอื่น ๆ ก็ช่วยกันรวบรวมเงินจากของแต่ละฝ่ายให้เรียบร้อย

ชมภาพประกอบขณะประเคนผ้าไตร..ได้เลยครับ


สำหรับ "คุณซัน" นั้น เมื่อนับจำนวนยอดเงินที่ได้มาจากการทำบุญของสายท่านอาจารย์สมเกียรติแล้ว ก็เดินออกมาพักผ่อน เมื่อเจอะเจอกับผม ได้พูดคุยกันอยู่ัพักหนึ่ง

ก็ยัง "อัธยาศัย" ดีเช่นเคยล่ะครับสำหรับท่านนี้


หลังจากนั้น กระผมจะขอถ่ายภาพเพื่อบันทึกเป็นความทรงจำกับการทำบุญครั้งนี้หน่อย  คุณซันก็ยกมือขึ้นทันที  ไม่ทราบว่ามี "ความนัย" อะไรหรือไม่  ซึ่งผมตีความเกี่ยวกับ "แหวน" ที่นิ้วนางนะ

ผมแค่จะถ่ายภาพคุณซัน...เท่านั้นเอง...ขอรับ  ส่วนแหวนก็อยู่ของมันอย่างนั้นแหละ ...เฮ้อ  จึงได้ภาพมาให้เห็นเท่านี้แหละ


หลังจากนั้น "หลวงพ่อ" ท่านได้ "ประพรมน้ำมนต์" ให้กับเหล่าประสกนิกรที่เดินทางมาทำบุญกับวัดในครั้งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับทุก ๆ คน สำหรับที่ต้องเดินทางมาไกลก็ขอให้เดินทางด้วยความปลอดภัย สำหรับคนที่อยู่ใกล้ก็ให้ "แคล้วคลาด" จากสิ่งที่เป็นภัยทั้งปวง



ก่อนจากกัน หลวงพ่่อก็ไม่มีอะไรให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ และความหมายของศาสนาพุืทธ หลวงพี่จึงได้มอบสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ กับทุก ๆ คนที่มาร่วมงาน

อย่างเช่น พระองค์เล็ก 1 องค์ สายสิณผูกมัดข้อมือ ผ้าขาวม้า และ หมอน เพื่อเป็นสิ่งตอบแทนกับผู้ที่มาทำบุญ



ในภาพด้านซ้ายมือนี้ก็คือ "คุณใหม่" แห่ง X-mie 12 คร้บที่ได้รับมอบสิ่งของจากหลวงพ่อเพื่อเป็นสินน้ำใจจากคนที่เดินทางมาไกล

และีอีกภาพทางด้านขวามือคือ "พี่อารักษ์" แห่ง X-mie 12 เช่นกันครับ  ซึ่งกำลังให้ผู้หลักผู้ใหญ่ "ผูกผ้าขาวม้า" คาดเอวให้โดยเฉพาะเลย

นับว่า "อิ่มเอิบ" ทั้งกายและใจกันทุก ๆ คน


สำหรับครอบครัวของคุณวิเศษ  สนุกสนาน และเป็นปลื้มกับการทำบุญครั้งนี้มาก เพราะได้ท่องเที่ยวด้วย ได้ทำบุญด้วย และเดินทางไกลด้วย

เท่าที่ได้พูดคุยกันนั้นพี่ท่านก็อยากมีกิจกรรมทำบุญกับท่านอาจารย์อย่างนี้อีก   งานหน้าเป็นงานที่ "สนใจ" เป็นอย่างยิ่งเพราะได้เดินทาง "ไปต่างประเทศ" ด้้วย

ท่านอาจารย์วางแผนไว้ว่า จะไปทำบุญที่ประเทศลาว  พี่ท่านก็ "จอง" ไว้แล้ว


ก่อนเดินทางกลับระยอง  เรามาฟังกันว่า "ประทับใจ" อย่างไรบ้าง



สำหรับท่านอาจารย์ก็ร่ำลากับลูกศิษย์ลูกหา ท่านอาจารย์ก็ขึ้นรถตู้กลับ กทม. พร้อมกับญาติ ๆ ที่เดินทางมาด้วยกัน



กระผมสอบถามกับท่านอาจารย์ว่า "ไม่อยากสลักชื่อไว้ที่สถูปเพื่อเป็นเกีียรติประวัติหรือ" ท่านอาจารย์ตอบว่า "ไม่หรอก" เพราะเราไม่ได้ทำคนเีดียว  แต่เรา "ภูมิใจ" ในสิ่งที่เราได้ทำแล้วไง

 สำหรับ..นาย..กระดิ่งทอง..เองก็ "ยินดี" ถึงแม้จะขับรถคนเดียว แต่ก็ "ภูมิใจ" กับการทำบุญครั้งนี้  ระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตร  ระบบนำทางบอกประมาณ 8 ชั่วโมง.  โอ๊ว..ว พระเจ้า  ก็จริงตามนั้น  ...แม่นจริง ๆ

ท้ายสุด  ก็ขอให้ทุก ๆ ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ

ฟังดูซักนิดซิ....พูดอารายไปบ้าง




         ชมภาพประกอบการทำบุญครั้งนี้..ได้เลย (มีทั้งหมด 21 กรอบ)























                 ขอได้รับความปรารถนาดีจาก.....กระดิ่งทอง