ปัจจุบันทางราชการได้ปรับปรุงสถานด้านหน้าของโ
รงแรมที่นี้ให้สวยงามและน่าชมมากยิ่งขึ้น โดยได้ทำถนนหนทางและสถานที่ออกกำลังกายให้กับชาวระยองได้พักผ่อนหย่อนใจทั้งกลางวันและกลางคืนสถานที่แห่งนี้ได้รับความสนใจจากประชนชนโดยทั่วไปเป็นอย่างมากเพราะมีทั้ง โรงแรม บ้านพักแบบเป็นหลัง และร้าน
อาหารทั้งแบบ ”หรูหรา” และ “แบ-กับดิน” ให้ได้เลือกใช้บริการกันบริเวณริมหาดแห่งนี้ได้นำหินมาถมเป็นแนวเขื่อนกันน้ำทะเลเซาะ โดยกั้นเป็นช่วง ๆ ขนานไปกับชายหาดยาวไปตลอดแนว ครั้งแรก ๆ นั้นก็ยังไม่สวยงามจนเมื่อเวลาผ่านไปน้ำทะเลได้ “ตกแต่ง” ชายหาด
แห่งนี้ให้สวยงามอย่างที่ผู้ทำก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าธรรมชาติจะทำได้สวยงามแบบนี้เมื่อมองจากที่สูง
ภาพความสวยแบบนี้จะมองจากด้านบนของโรงแรมที่เป็นชื่อเดียวกับหาดนั่นคือ “โรงแรม PMY “ นั่นเอง โดยด้านบนของโรงแรมชั้นที่ 19 ได้เปิดเป็นร้านอาหารแบบบุ๊ปเฟ่
เมื่อไปใช้บริการช่วงกลางวันและกลางคืนแล้วมองลงมายังด้านล่างจะทำให้เห็นทัศนียภาพที่สวยเป็นยิ่งนัก ความสวยงามแบบนี้จะประัทัีบตราตรึงใจท่านไปอีกนานแสนนาน มุมมองหลากหลายที่หาได้ชมแบบนี้มีมากมายครับ ซึ่งทำให้ท่านได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่แตกต่างกันไป

บรรยากาศยามเย็นที่หาด pmy หรือหาดแสงจันทร์นี้ จะเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่เหมาะสำหรับที่จะพบปะสังสรรค์สำหรับบุคคลธรรมดาที่ไม่ต้องการพิีธีรีตรองใด ๆ

ปัจจุบันเมื่อ “พลบค่ำ” ประชาชนทั้งวัยรุ่นและคนที่ชอบธรรมชาติจะมาพบปะสังสรรค์กิจกรรมก็มีมากมายแล้วแต่กลุ่ม ก็มีทั้ง “ทานข้าวเย็น”

การ “รวมพลของคนรักเครื่องเสียง“

หรือแม้กระทั่ง “กลุ่มคนรักรถ” ก็มาใช้บริการ ณ. ที่แห่งนี้
ด้านข้าง
โรงแรมที่ยังไม่ได้ถูกใช้งานนี่แหละก็จะเป็นลานดินที่ว่างเปล่าขนาดซัก 15 ไร่ ทำให้ประชาชนมาใช้ประโยชน์จากที่แห่งนี้ด้วยการ “ฝึกขับรถ” ทั้ง “เริ่มหัดขับรถ” และ “ขับรถเป็นแล้ว” แต่ “ยังไม่คล่อง” แม้กระทั่งขับรถยนต์ “เก่งแล้ว” แต่ต้องการฝึกฝนให้เก่งไปอีกก็จะมาฝึกที่นี่เช่นกันแต่ระวังเมื่อถึงฤดูแล้งหรือพื้นดินแห้งจะทำให้เกิด “ฝุ่น” ซึ่งฝุ่นนั้นเมื่อปลิวไปทางร้านอาหา
ดังนั้นสถานที่แห่งนี้ก็เป็นที่รองรับกับคนหลาย ๆ คนที่ต้องการแตกต่างกันไป
น้องนิ้งและน้องนนท์ฝึกหัดขับรถยนต์นานหลายปีแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ตัวยังเล็ก ๆ โดยนั่งตักของ “คุณพ่อ” แล้วฝึกบังคับรถทั้งสองคนเ
เมื่อทั้งสองคนชำนาญแล้วคุณพ่อก็จะย้ายมาด้านข้างโดยให้น้องนิ้งและน้องนนท์บังคับรถเอง เพียงแค่คุณพ่อเพิ่มเติมว่าให้ไปเลี้ยวจุดใด เลี้ยวแบบใด ขับเร็วอีก หรือทั้งสองคนทำไม่ถูกวิธีคุณพ่อก็จะแนะนำให้ทำใหม่ให้ถูกต้องตามหลักสากล

การฝึกขับนั้นจะเป็นการฝึกขับแบบ “ถูกวิธี” หรือเรียกกันว่า “การขับขี่แบบปลอดภัย” โดยจะเริ่มตั้งแต่ การปรับมุมกระจกมองทั้งด้าน
ข้างซ้ายขวาและกระจกมองหลัง ,การจับพวงมาลัย , การวางเท้าที่แป้นเบรกและคันเร่ง, การเบรกและเร่ง, การจับพวงมาลัยเลี้ยว, การมองเมื่อเลี้ยวรถ ,การถอยหลังรถ,การเบรกรถเหล่านี้เป็นพื้นฐานการขับรถยนต์ที่ปลอดภัย จากที่กล่าวมาทั้งน้องนิ้งและน้องนนท์ทำได้หมดแล้ว ส่วนขั้นต่อไปเป็นกา
รฝึกขับแบบเมื่อมีเหตุการณ์คับขันจะต้องทำอย่างไรจะได้ไม่ตกใจซึ่งทั้งน้องนิ้งและน้
องนนท์นั้นสามารถขับรถ “โกคาร์ท” แบบเร็ว ๆ ได้สบายตั้งแต่เด็ก การขับรถโกคาร์ทได้ตั้งแต่เด็กถ้าเปรียบเทียบในโลกแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกการขับรถยนต์ครั้งนี้....น้องนิ้งและน้องน
นท์ไปขับรถคนเดียว...โดยบังคับรถเองปฏิบัติตามทักษะและฝึกให้รถเลื่อนไถลจนกว่าจะเหนื่อยแล้วจึงผลัดให้อีกคนออกไปฝึกขับอีก โดยเข้ามารับฟังข้อปฏิบัติเพิ่มเติม
ทั้งสองภาพซ้ายและขวาเป็นภาพประกอบทั้งเมื่อรถเลี้ยวแล้ว ท้ายปัด และ หน้าดื้อ

ทักษะในการฝึกครั้งนี้เป็นการขับแบบ “ท้ายปัด” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “OVERSTEER” (ภาพขวามือ)
และแบบ “หน้าดื้อ” (ภาพด้านล่างซ้าย) ภาษาอังกฤษเรียกว่า
“UNDERSTEER” หรือเรียกเป็นไทยให้เข้าใจอีกก็คือ “ไม่ยอมเลี้ยว” นั่นเองรถยนต์จะเจอเหตุการณ์ทั้งสองแบบนี้มากเมื่อเป็นถนนลื่น การลื่นก็เกิดได้ทั้ง “ดอกยาง” เหลือความสูงน้อย หรือ เ
ลี้ยวมากบวกกับถนนลื่น ....... การฝึกนั้นเราต้องหาพื้นที่ลื่นมาก ๆ เพื่อจะให้รถลื่นเร็ว ๆ เพราะคนที่ฝึกจะได้ฝึกบ่อย ๆทักษะการฝึกนั้นก็เพื่อให้ “น้องนิ้งและน้องนนท์” ไม่ต้องตกใจกลัวเมื่อรถเสียการทรงตัวและจะได้รู้ว่ารถยนต์เสียการทรงตัวแบบใด การแก้ได้จะต้องทำแ
บบใดการฝึกอีกรูปแบบหนึ่งคือ วิ่งมาเร็ว ๆ แล้ว “เบรกกะทันหัน” เพื่อให้ล้อล๊อค การฝึกแบบนี้ก็เพื่อให้เรียนรู้ว่า เมื่อล้อห
น้าล๊อคแล้ว จะทำให้เลี้ยวได้หรือไม่ แล้วรถยนต์จะไปตามที่เราต้องการไปหรือเปล่า......ด้วยวิธีการทำให้ล้อหน้าล๊อก (ไม่เกิดการหมุน) เพราะเหตุใดจึงบังคับเลี้ยวไม่ได้ตามต้องการ แล้วจะต้องแก้ไขอย่างไร .........
อีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องเรียนรู้คือ ฝึกเบรกแบบล้อล๊อคกับไม่ล๊อคนั้น แบบใดให้ระยะเบรคที่สั้นกว่า
รวมทั้งมีการ “หัด” บังคับรถให้ "ลื่นไถล" ด้วย หรือปัจจุบันเรียกว่า “ดริฟท์” นั่นเอง ทำให้น้องนิ้งและน้องนนท์สนุกกับการขับรถยนต์มาก การขับรถยนต์แบบ "ดริ๊ฟ" นั้นเป็นเรื่องการ "สูญเสีย" การยึดเกาะถนน แต่เป็นเรื่อง "ความมันส์" ตามยุคตามสมัย ......ขอรับ.....
ต่อไปเชิญชม "ภาพประกอบ" ครับ









"ชมภาพเคลื่อนไหว"..ขณะหัดขับรถกันเลยคร้าบ....บ